มีคนเข้าใจผิดว่า "น้องแมว" นั้นคือตอนที่ 15 ความจริงมันไม่ใช่ครับมันคือตอนพิเศษสามตอนของการ์ตูนเรื่องนี้ (หรือเรียกว่าOriginal net animation)ซึ่งการ์ตูนเรื่องนี้จบตั้งแต่ตอนที่ 12 แล้วนั้นเอง
Bakemonogatari เปิดฉากออกมาดูความพิศวงเพราะทำให้ผมเข้าใจผิดเต็มๆ เลยว่า “นี้คือการ์ตูนแอ็คชั่นต่อสู้” เพราะเปิดฉากออกมาก็เห็นอารารากิคุงสู้กับแวมไพร์เลือดสาดกระจาย แขนหลุด โหดสยอง บวกกับฉากนางเอกเซนโจวกาฮาระพูดประโยคกับอารารากิว่า “มาฆ่ากันเถอะ” นี้ยิ่งชวนเข้าใจไปใหญ่ว่ามันต้องต่อสู้โดยใช้พลังพิเศษแน่ๆ แต่หลังจากที่อารารากิประกาศตนเป็นแวมไพร์และอยากจะช่วยเหลือนางเอก ที่นี้ผมก็ตั้งใจดูอีก 4 ตอนว่ามันจะสู้กันหรือยัง จนกระทั้งจบตอน 4 ผมถึงได้รู้ตัวว่า “มันไม่ใช่การ์ตูนแอ็คชั่น”(รู้สึกตัวช้าจังว่ะ)
Bakemonogatari เป็นการ์ตูนที่ไม่ใช้แอ็คชั่น, ดราม่า, เซอร์วิต, โหด, สยองขวัญ, ตลก หรือคอมมาดี้ หากแต่เป็นการ์ตูนแนวประหลาดที่เอาอะไรหลายๆ อย่างผสมปนเป เหมือนอาหารหรูสามชนิดมารวมกัน เช่น ไข่ปลาคาร์เวียสผสมกับตับห่านและกุ้งมังกร ซึ่งอาหารหรูทั้งสามชนิดที่เทียบจะไม่มีใครคิดว่าจะผสมกันได้ แต่หากชิมก็อร่อยดี แต่กระนั้นก็ขึ้นอยู่กับคนปรุงด้วยว่ามันจะอร่อยไหม
การดำเนินเนื้อเรื่องส่วนใหญ่จะเหมือนกับเรื่อง ToHeart 2 คือจะแบ่งเป็นบท บทละ 2- 3 ตอน โดยมีพระเอกเพียงคนเดียวคืออารากิคุง ที่ต้องไปแก้ปัญหาของหญิงสาวในบทนั้นๆ เมื่อแก้ปัญหาได้ก็จบตอนและตัวละครหญิงเหล่านั้นจะไม่มีบทเด่นในตอนต่อไปอีก หากแต่ก็ยังปรากฏตัวเป็นระยะในฐานะเป็นตัวเชื่อมหรือตัวเสริม ดังนั้นจึงพูดได้ว่าตัวละครอย่างเซนโจวกาฮาระนั้นเป็นนางเอกก็ไม่เต็มปากเท่าใดนัก เพราะบางตอนเธอแทบไม่ปรากฏตัวหรือมีบทบาทใดๆ เลย แต่กระนั้นการปรากฏตัวแต่ละครั้งของเธอก็เรียกเสียงฮือฮ่าให้คนดูได้จดจำเหมือนกัน
ผมขอสารภาพเลยว่าผมดูการ์ตูนเรื่องนี้แบบขาดๆ เกินๆ เนื่องจากการ์ตูนเรื่องนี้ต้องมีความตั้งใจสูงพอสมควรในการที่จะดู เนื่องจากกลวิธีการนำเสนอค่อนข้างที่จะแปลกใหม่โดยภาพที่เสนอเลื่อนเร็วมาก จนแทบปรับสายตาไม่ทัน อีกทั้งเป็นการ์ตูนที่พูดกันทั้งเรื่อง ที่จริงก็มีฉากแอ็คชั่นคั่นเหมือนกันแต่ออกมาช้าและเร็วมาก ทำให้การ์ตูนเรื่องนี้มีเสียงแตกเป็นสองฝ่ายคือไม่ชอบก็เกลียดไปเลย ส่วนตัวผมก็ชอบบางตอนเท่านั้น โดยตอนที่ผมชอบดูที่สุดก็คือตอนของน้องงูนั่นเอง(จนเป็นเหตุทำให้ข้อมูลที่เขียนแรกๆ ผิดพลาด เพราะผมไม่ละเอียดในเรื่องนี้)
ผมดูการ์ตูนเรื่องนี้ไม่เต็มหน่วยนัก แม้หลายคนบอกว่ามันเป็นการ์ตูนที่ดีก็ตาม แต่สำหรับผมแล้วผมไม่สามารถจะปรับตัวกับการ์ตูนเรื่องนี้ได้ ผมจึงเลือกที่จะกดข้ามดูแล้วก็จบ(จะหยุดนานตรงฉากที่ผมอยากจะเห็น) ยกเว้นน้องงูเท่านั้นที่ผมดูแบบเต็มๆ ดูชนิดเลยว่าฉากต่อฉาก ด้วยความคลั่งไคร้ความน่ารักของน้องงู
Bakemonogatari เป็นที่การ์ตูนไม่สนตลาด ไม่สนกลุ่มเป้าหมาย เสมือนกับหนังคัลต์ หนังทดลอง ที่ใช้เรื่องพฤติกรรมผิดปกติของมนุษย์ เรื่องเหลือเชื่อ รวมไปถึงโลกประหลาดของพระเอกใส่เข้าไปข้างใน และเพิ่มลูกเล่นที่ผู้กำกับได้ใส่กลวิธีการเล่าเรื่องที่แหวกแนว เทคนิคแปลกๆ ถูกนำมาใช้โดยไม่สนว่าคนดูจนเมาสายตาหรือไม่ ผลคือได้การ์ตูนที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนจนสามารถดึงดูดให้คนชมมาดูได้ แต่ข้อเสียคือคนชมสามารถจะปรับตัวมันได้หรือไม่ ในเมื่อกลวิธีการดำเรื่องมันประหลาดไม่เหมือนชาวบ้านแบบนี้ โดยความแปลกที่ทำให้การ์ตูนเรื่องนี้ไม่เหมือนใครผมจำแนกไว้ หลายอย่าง เช่น
-เซนโจกาฮาระฮิตากิคนที่หลายคนบอกว่าคือนางเอกนั้น ผมดูยังไงก็ไม่ใช่นางเอก แต่ผมอยากเรียกว่าตัวละครหญิงที่มีบทเด่นที่สุดในการ์ตูนเรื่องนี้มากกว่า โดยบทเด่นของเธอนั้นออกมาแค่ 2 ตอนเท่านั้น หากแต่ตอนอีก 10 ตอนที่เหลือเธอก็ไม่เด่นเสียแล้วจนฉากปรากฏตัวของเธอเสมือนกับนางรองเสียมากกว่า แต่กระนั้นเธอก็ยังเป็นตัวละครที่น่าจดจำอยู่ดี เพราะน้ำเสียงการแสดงออกของเธอนั้นหลอกล่อคนดูให้ติดตามอย่างอยู่หมัดเลยไม่ว่าการพูดเชิงล้อเล่น การประทะคารม ปากร้าย เรียบง่ายอย่างน่ากลัวรวมไปถึงฉากเซอร์วิสแปลกๆ ที่ไม่เหมือนการ์ตูนเรื่องไหนๆ การแสดงออกที่ดูไม่ออกว่าเธอต้องการอะไรกันแน่ หรือการแสดงความรักของอารารากิที่เต็มไปด้วยความพิศวงที่มากกว่าคู่รักธรรมดาทั่วไป
-80 เปอร์เซ็นต์ของเรื่องนี้มีแต่ฉากตัวละครทั้งสองสนทนาตอบโต้กัน พูดลูกเดียว โดยประโยคที่พูดก็ไม่ค่อยเกี่ยวกับเนื้อเรื่องหลักๆ มากนัก เช่นฉากตอนแรก อารารากิพาเซนโจกาฮาระฮิตากิไปตึกร้าง ระหว่างทางเธอพูดกับอารากิเชิงเย้าแหย่ เรื่อยเปื่อย ทะเลาะกัน ตบมุกกัน เรียกได้ว่าคนพากย์นั้นต้องมีชั้นเชิงพอสมควรในการพูดให้คนฟังตั้งใจดูให้ได้โดยไม่หลบเสียก่อน แต่กระนั้นก็มีบางฉากเหมือนกันที่ตัวละครพูดคนเดียว แต่คำพูดของตัวละครกลายเป็นตัวอักษร(แถมเลื่อนเร็วด้วย) เช่นฉากที่อารารากิโทรไปหาหนูแมว จะเห็นได้ว่าไม่มีเสียงอารารากิเลย หากแต่เป็นเพียงตัวอักษรที่เป็นภาษาญี่ปุ่น ส่วนหนูแมวจะพูดคนเดียวเท่านั้น เป็นต้น
-แต่สิ่งที่ทำให้การ์ตูนเรื่องนี้แปลกออกไปนั้นคือกลวิธีการนำเสนอเรื่องนั้นเอง นั้นคือกลวิธีการเปลี่ยนฉากที่เร็วมาก กลวิธีการนำเสนอนี้จะว่าไปเราอาจเห็นมาแล้วในอนิเมชั่นคุณครูผู้สิ้นหวังฯ หากแต่ภาพการ์ตูนเรื่องนั้นเลื่อนเร็วมาก ชนิดว่าหนึ่งนาทีนี้มีฉาก(ภาพ) เปลี่ยนถึง 10 กว่าภาพ(ไม่ได้นับหรอกครับ แต่เยอะกว่า 10 แน่นอน) พร้อมกับสีฉากไม่เหมือนกันอีก สลับไปสลับมา แทนที่จะเป็นฉากที่มีแต่ตัวละครคุยอย่างเดียว โดยฉากสลับก็มีทั้ง เชิงสัญลักษณ์, อักษรญี่ปุ่นเรียงเป็นสิบบรรทัดแต่เลื่อนเร็วเหลือเกิน(ใครจะไปอ่านทันว่ะ ขนาดซับผมยังอ่านไม่ทัน), ภาพนิ่ง, ตัวการ์ตูนล้อเลียน, ซูมเข้าซูมออก ฯลฯ ชนิดเรียกว่าคนแก่อย่างผมมาดูแค่ตอนแรกก็มึนหัวอย่างหนักก็ว่าได้ มันจะทำแบบฉากตัวละครพูดกันเฉยๆ โดยไม่มีภาพอื่นแทรกนี้ก็ไม่ได้เรอะ ซึ่งถือว่าแปลกมากเพราะเทคนิคนี้ไม่นิยมใช้ในปัจจุบันไปแล้ว
-แปลกต่อมาคือตัวละครหญิงในเรื่องนี้ไม่มีทางอยู่พร้อมหน้าสักฉาก ก็แปลกดี เพราะการ์ตูนเรื่องอื่นๆ นั้นตัวละครหญิงมักอยู่กันพร้อมหน้าหลายฉาก และมีความสัมพันธ์แตกต่างกันออกไป หากแต่การ์ตูนเรื่องนี้เน้นระหว่างอารารากิกับพวกสาวๆ เสียมากกว่า จะมีบางตอนบ้างที่มีตัวละครผู้หญิงปรากฏออกมาพร้อมกันสองคน แต่ก็ไม่เกินสามคนสักครั้ง(หากมันมีก็ช่วยบอกหน่อย อย่ารวมฉากหนูงูกับหนูลิงไปนอนในอาคารร้างที่แวมไพร์สาวอยู่นะครับ) ซึ่งตรงนี้ผมเสียดายมาก เพราะว่ามันจะสนุกมากหากตัวละครหลายๆ ตัวพบหน้าและพูดคุยกัน ตัวละครหญิงมีความสัมพันธ์ซึ่งกันอย่างชัดเจน เช่น เป็นเพื่อนรัก, คู่กัด(จะว่าไปเรื่องนี้ไม่มีตัวละครคู่กัดกับหนูปูนี้หว่า) ซึ่งการ์ตูนเรื่อง To love Ru ประสบผลสำเร็จเพราะฉากนี้มาแล้ว
-แปลกต่อมาคืออย่าหวังเห็นตัวละครประกอบเรื่องนี้ ที่ในเรื่องไม่มีตัวละครที่เป็นคนเป็นๆ ที่เป็นตัวประกอบออกสักคน จำพวกพนักงานบริษัทถือกระเป๋า จำพวกคนจูงหมาเดินผ่าน หรือพวกนักเรียนวัยรุ่นญี่ปุ่นคุยกันก็ไม่มี นี้มันญี่ปุ่นหรือเกาหลีเหนือ(ว่ะ)นั้น เสมือนกับว่าโลกในการ์ตูนเป็นอีกโลกหนึ่งเลยทีเดียว
-แปลกต่อมาคือสำหรับคนไม่ได้อ่านไลท์โนเวลมาก่อน แล้วมาดูอนิเมชั่นไม่ควรหวังจะเห็นสิ่งที่เราคาดหวังมากนัก เช่น เราจะเห็นฉากต่อสู้ดุเดือดในฉากแรก(ที่จ้างให้ไม่มี) หรือฉากเห็นหนูงูเจอกับเซนโจกาฮาระฮิตากิที่ผมหวังจะเห็นก็ไม่มี ทำให้ผิดหวังหลายตลบเลยทีเดียว
มาๆ คิดดูหากจะทำ Bakemonogatari กลายเป็นการ์ตูนธรรมดาที่ไม่ต้องมีลูกเล่นอะไรเลย ถือได้ว่ามันเป็นการ์ตูนดาษๆ มากเพราะโครงเรื่องการ์ตูนมันไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ แค่พระเอกช่วยตัวละครสาวๆ ที่ถูกสิ่งลึกลับเข้าสิงซึ่งเราพบเห็นในการ์ตูนทั่วไป
Bakemonogatari ถือได้ว่าเป็นความเสี่ยงแบบโยนหินถามทาง ที่ขนาดผู้ผลิตไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะออกหัวหรือออกก้อย หากออกมาด้านลบมันก็ไม่เสียหายอะไร แต่หากออกมาด้านบวกละก็เหมือนสามล้อถูกหวยเป็นเศรษฐีข้ามคืนเลยก็ว่าได้ ผลคือการ์ตูนเรื่องนี้ออกมาดี มีคนติดตาม และหลายคนยอมที่จะปรับตัวกับมัน
ก็น่าแปลก ทั้งๆ ที่การ์ตูนเรื่องนี้ข้อเสียพอๆ กับข้อดี แต่กลายเป็นว่าการ์ตูนเรื่องนี้สร้างกระแสโด่งดังมากกว่าที่คิด ทั้งๆ ที่ผู้ผลิตอีกก็ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นการ์ตูนแนวตลาดและไม่ได้หวังจะสร้างรายได้ แต่กลับกลายเป็นว่ามันโด่งดังอย่างเหลือเชื่อ
ผมก็ไปหาตามเว็บต่างๆ แน่นอนการ์ตูนเรื่องนี้มันดัง แฟนเยอะ ดังนั้นจึงไม่ยากในการหาข้อมูลเท่าไหร่ ผมจึงสามารถหาคำตอบได้ว่าทำไมถึงดัง(ตัดพวกทีมงาน นักพากย์ไป เพราะผมไม่ใช่พวกเรื่องมากในเรื่องนี้ สำหรับผมแล้ว ต่อให้ใครมาพากย์ ผมก็ฟังไม่เห็นแตกต่างเท่าไหร่)
-ปกติการ์ตูนที่สร้างจากไลท์โนเวลมักขายดีอยู่แล้ว และผมไม่เห็นการ์ตูนสักเรื่องที่สร้างจากไลท์โนเวลแล้วเจ๊งสนิทผมไม่ยักจะเคยเห็น เพราะหากเขาจะสร้างการ์ตูนอนิเมชั่นจากไลน์โนเวล เขาจะต้องเลือกไลน์โนเวลที่ยอดขายดี ประสบผลสำเร็จสูงก่อนเป็นอันดับแรก และเมื่อหากพื้นฐานดีอะไรก็ดีไปหมด เหล่าแฟนไลน์โนเวลที่ชอบเรื่องนี้ก็ตามต่อในอนิเมชั่น(แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอนิเมชั่นที่ทำก็ต้องคงไว้ต้นฉบับไลท์โนเวล และคุณภาพออกมาต้องดีด้วย)
-แม้คาแร็คเตอร์พระเอกเม่งไม่น่ารัก(บางฉากคนดูอยากถีบด้วยซ้ำ) แต่คาแร็คเตอร์เหล่าสาวๆ นี้น่ารักทุกคน จนเรียกได้ว่าจะเลือกใครเป็นแฟนนี้เลือกไม่ถูกเลยทีเดียว ตัวละครสาวๆ มีการดีไซน์ออกมาดูแล้วไม่เหมือนใคร ทั้งๆ ที่ ไม่ได้ฉีกแนวจากเดิมเท่าไหร่(ประเภทประธาน, รุ่นน้องนักกีฬา, สาวแว่น, น้องสาวฝาแฝด) ซึ่งผมมาพึ่งรู้ว่าคนดีไซน์ตัวละครคือ Akio Watanabe ซึ่งนายคนนี้เก่งในการออกแบบตัวละครหญิงให้ออกน่ารักมากๆ อย่างเช่น ตัวละครจากเรื่อง Kiki's Delivery Service, Starship Girl Yamamoto Yohko , The Soul Taker, Nurse Witch Komugi, Magical Canan, Hoshizora Kiseki, ฯลฯ ล้วนแต่เป็นผลงานของเขา(ผมลอกลิงค์ไว้แล้วละ ไปดูรูปตัวอย่างได้)
-เพลงต้นเรื่อง(OP)โครตเพราะ แถมแต่ละตอนไม่ช้ำกันด้วย โดยเฉพาะเพลงของน้องงู ชื่อเพลง Renai Circulation ร้องโดย Kana Hanazawa ที่เป็นเพลงง่ายๆ สบายๆ แต่ก็อมยิ้ม
-กลุ่มคนดู ได้ทั้งโมโอะ และกำลังเบื่อการ์ตูนอนิเมชั่นที่ซ้ำซากในเวลานี้ อยากดูอะไรที่มันแปลกใหม่ แปลกๆ บ้าง แบบว่าเรามันหัวใจศิลปะสมัยใหม่
-ภาพสวย เนื้อหาตรงตามต้นฉบับ(อันนี้ผมเดาเพราะไม่ได้อ่านไลท์โนเวล) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแม้ภาพสวย เพลงเพราะแต่ใช้ว่าจะทำให้การ์ตูนเรื่องนี้ดังได้(อย่าลืมว่าคู่แข่งก็ภาพสวยเหมือนกัน) สิ่งที่การ์ตูนเรื่องนี้ดังคือ การมี “ช็อตเด็ด” ครับ คือการมีฉากที่ทำให้คนดูได้อึ้ง ประทับใจ ติดตาติดใจ ตอนแรกการ์ตูนเรื่องนี้ใช่ว่าระเบิดเทิดเทิงเลย แต่มาแบบเงียบๆ แบบคลื่นใต้น้ำ ก่อนที่จะมาเป็นคลื่นซึนามิในตอนหลัง
โดยช็อตเด็ดแต่ละตอนมีดังต่อไปนี้(ความคิดเห็นของผม)
Turn 1 – ฉากเปิดเรื่องที่ทำให้หลายคนเข้าใจผิดเป็นแถบๆ ลมลามกเปิดกางเกงในของหนูแมว 1 วินาที(แบบภาพสโลว์โมชั่น) นางเอกพูดว่า “มาฆ่ากันเถอะ”
Turn 2 – เซนโจกาฮาระฮิตากิกราบเทพปูทั้งน้ำตา แสดงให้เห็นว่าเธอไม่ใช้คนหยิ่งยะโสหรือเอาแต่ใจ หรือถือทิฐิ ก่อนจบบทอย่างชื่นมื่น (ตอนนี้เต็มไปด้วยภาพเชิงสัญลักษณ์ของศาสนามากมาย ดูแล้วขลังไงบอกไม่ถูก)
Turn 3 – เป็นตอนที่ผมชวนหลับแบบสุดชีวิต เพราะอารารากิพูดกับเซนโจกาฮาระฮิตากิทั้งเรื่อง และเริ่มรู้แล้วว่าการ์ตูนเรื่องนี้ดำเนินเรื่องในทิศทางไหน
Turn 4 – เพลง OP ต้นเรื่องของหนูหอยทากที่น่ารัก
Turn 5 – บทเฉลยหนูหอยทางว่าเป็นผี และคำพูดของเซนโจกาฮาระฮิตากิว่า “I Love You” เล่นซะคนดูอิจฉาอารารากิเป็นแถบๆ
Turn 6 – ฉากเซอร์วิสน้ำลายไหล ก่อนที่พระเอกโนต่อยจนสะใจคนดู
Turn 7 – เซอร์วิตใต้กระโปรงฮิตากิ(ที่คนดูจะหวังเห็นกางเกงใน แต่....) กับคำสารภาพของน้องลิงว่าเป็นเลสเบี้ยน
Turn 8 – พระเอกโดนต่อยฝ่ายเดียว ก่อนจบแบบง่ายๆ (ซะงั้น)
Turn 9 – ออกเดตกับน้องลิง และคาระวะบลูม์เมอร์ที่ไม่สูญพันธุ์พร้อมสีหน้าที่ได้ใจของอารารากิและน้องลิง
Turn 10 – เพลง OP ที่สุดแสนโด่งดังของหนูงู และชุดว่ายน้ำโรงเรียนสุดน้ำลายไหล เรียกว่าดูตอนนี้ตอนเดียวไม่เสียชาติเกิดเป็นคนหื่น
Turn 11 – หนูแมวกับร่างแปลงสุดว้าว
Turn 12 – ไปดูดาวกันเถอะ เป็นการเดตที่อึดอัดที่สุดที่ผมดูมาทั้งชีวิต(พกพ่อมาด้วยเหรอ พกพ่อมาด้วยเหรอนั้น แหม...มาแค่นี้ก็พกพ่อมาด้วย)